ข้อมูลวิชาการ
ไขมันพอกตับ








                                    



ไขมันพอกตับ...ภัยใกล้ตัวคนอ้วน
          “ไขมันพอกตับ” หรือ Fatty Liver หลายคนคงนึกถึงไขมันหุ้มอยู่ภายนอกเนื้อตับ ซึ่งที่จริงแล้ว ไขมันมันแทรกเข้าไปในเนื้อตับเลย ปัจจุบันพบว่า มีคนเป็นไขมันพอกตับกันมากขึ้น เนื่องจากพฤติกรรม การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ทานแต่อาหารมัน ๆ ไม่ค่อยออกกำลังกาย น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นทุกปี ส่วนใหญ่จะพบในผู้ที่มีรูปร่างอ้วน เป็นเบาหวาน และมีไขมันในเลือดสูง และในกลุ่มที่ดื่มแอลกอฮอล์
ภาวะไขมันพอกตับ แบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่
ระยะแรก เป็นระยะมีไขมันก่อตัวอยู่ในเนื้อตับ ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดผลใด ๆ ไม่มีการอักเสบ หรือพังผืดเกิดขึ้นในตับ

ระยะที่สอง เป็นระยะที่เริ่มมีอาการอักเสบของตับ ซึ่งระยะนี้หากไม่ควบคุมดูแลให้ดี และปล่อยให้การอักเสบดำเนินไปเรื่อย ๆ เกินกว่า 6 เดือน จะกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง

ระยะที่สาม การอักเสบรุนแรง ก่อให้เกิดพังผืดในตับ เซลล์ตับค่อย ๆ ถูกทำลายลง

ระยะที่สี่ เซลล์ตับถูกทำลายไปมาก ตับไม่อาจทำงานได้ตามปกติอีกต่อไป จนกลายเป็นตับแข็ง

          เนื่อง จาก โรคที่เกี่ยวกับตับนั้นเป็นโรคที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ    หากเกิดภาวะไขมันพอกตับขึ้น  จึงต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าโรคจะดำเนินไปอีกขั้น เช่น หากมีปัญหาตับอักเสบติดต่อกันนานเกินกว่า 6 เดือน จัดว่าเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง  และกว่าที่จะพัฒนาต่อไปเป็นโรคตับแข็งขั้นที่ 1 ก็อาจใช้เวลาเป็น 10 ปี แล้วจึงค่อยพัฒนาต่อไปเป็นขั้นที่ 2 และ 3 ซึ่งก็จะมีอาการบ่งชี้เพิ่มเติม คือ อาการตัวเหลือง ตาเหลือง มีน้ำในท้อง จนถึงระยะสุดท้าย คือ ความรู้สึกตัวลดลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพของตับแย่ลง
 
ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการต่างๆ ดังต่อไปนี้
• มีอาการวดแน่นชายโครงขวา
• มีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ คล้ายอาหารไม่ย่อย
• อาจพบว่ามีเบาหวานและไขมันในเลือดสูงร่วมด้วย
• ท้องผู้หรือท้องเสียเป็นประจำ
• อ่อมเพลียง่ายไม่มีแรง
• ในรายที่เป็นมาก จะมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง หรือดีซ่านร่วมด้วย
• ตรวจพบค่าเอนไซม์ตับผิดปกติ หรือสูงขึ้น
 
ดูแลตัวเองอย่างไร ให้ปลอดภัยจากไขมันพอกตับ  
• การควบคุมน้ำหนักให้เข้าสู่เกณฑ์ปกติ
• การออกกำลังกาย
• การรักษาไขมันในเลือดให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด
• หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา
 
          อย่างไรก็ตาม ไขมันพอกตับ จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ตับทำงานผิดปกติและอาจลุกลามกลายเป็นตับแข็ง ในที่สุด แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้น คือ ไขมันพอกตับส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการ แพทย์มักตรวจเจอโดยบังเอิญ ผู้ป่วยจึงไม่รู้ตัวและไม่ใส่ใจในการรักษา จนทำให้โรคดังกล่าวค่อย ๆ รุนแรงขึ้นเรื่อย ดังนั้น หากพบอาการผิดปกติหรือสงสัยว่าจะเป็นไขมันพอกตับ ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อทำการวินิจฉัย และรักษาได้ทันท่วงที



ขอขอบคุณข้อมูลดีจาก  กลุ่มโรงพยาบาลวิชัยเวชอินเตอร์เนชั่นแนล


เข้าชม : 1717


ข้อมูลวิชาการ 5 อันดับล่าสุด

      6 นิสัยไม่ดีที่คนรักการออกกำลังกายควรเลิกทำ
      หมามุ่ย สมุนไพรสรรพคุณบรรเจิด
      อาหาร ต่อสู้โรคเบาหวาน ยาดีต่อสุขภาพที่อร่อยจัง
      อาหาร ป้องกันมะเร็ง ยาดีต่อสุขภาพที่อร่อยจัง
      อาหารช่วยในการมองเห็น ยาดีต่อสุขภาพที่อร่อยจัง


© 2013 suraphanclinic.com .
สุรพรรณคลีนิกการแพทย์แผนไทย
สอบถามรายละเอียดได้ที่ : 080-445 5624, 080-566 4650
E-Mail : suraphanclinic@hotmail.com



ติดต่อเรา คำถามที่ถามบ่อย สาระน่ารู้ ตัวอย่างคนไข้ที่รักษาหาย บริการค่ารักษา & พยาบาล เกี่ยวกับเรา หน้าแรก ภาษาไทย